วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564

๋๋Journey of my PhD Student Ep1

 

วันนี้ (25/9/2564) เป็นวันแรก ของการสอบ  Block แรก ของ เทอม 1  ปี 1

ตื่นเช้ามา  ก็ ทำตัวให้ สดใส  อาบน้ำ สระผม ขัดสีฉวีวรรณ เพื่อให้ร่างการสดชื่น  จากนั้น ก็ เดินลงไปซื้อ อาหาร เพื่อมาบำรุง ให้สมองปลอดโปร่ง  อาหารก็ตามภาพเนอะ อิอิ  แบบว่ากลัวสมองไม่แล่น 55+++


พอถึงเวลา 10.00 น. ตรง ก็ได้เวลาที่ อ. แนน  ส่งข้อสอบมาให้  ทันทีที่ได้ข้อสอบ ก็เปิดดูว่า มีข้อสอบกี่ข้อ ซึ่งนับแล้ว มีแค่ 3 ข้อ เท่านั้น  กับเวลา 7 ชม.  อืมมม  เราก็คิดในใจว่าน่าจะทัน นะ

สิ่งแรกที่ทำ คือ ต้อง ดูว่า ข้อสอบ ถาม อะไร   ซึ่งยอมรับนะ ว่าระดับความเข้าใจคำถาม เรียงตามลำดับคือ 1>3>2   

ไอ้ที่ว่าไม่เข้าใจคำถามคือ คิดในใจว่าจะเอาอะไรไปตอบหว่า  แต่ ทำไงได้ the show must write on  ,มันต้องมีอะไรเขียนลงไปในกระดาษคำตอบดิ

เวลาผ่านไป  เลยเที่ยง นิดหน่อย ก็ต้องบอกตัวเองว่า ต้องหิวแล้ว  เลยไปหาไรกิน ไปด้วย ทำข้อสอบไปด้วย    เงยหน้าอีกที บ่ายโมงแระ ยังทำข้อแรกไม่เสร็จเลย   

ในใจคิด ตายละกว่า ต้องปั่น ให้เร็วขึ้น  เลยต้องรีบจบข้อ 1  และตัดสินใจว่าทำข้อไหนต่อไปดี  ระหว่างข้อ 2 กับ ข้อ 3 เลือกไม่ถูกเลย (ยากพอกัน)

เลยเลือก ข้อ 2 มาทำก่อน เด่วจะไม่ได้ทำ ก็ พยามยามทำความเข้าใจคำถาม แต่ มันงง คงเพราะความลนลาน ก็ พยายาม เติม คำตอบ ลงไป ระดับหนึ่ง

จากนั้น ห็ผ่านไปทำข้อสาม ตอน บ่ายสามกว่าๆ   ซึ่งต้องเร่งอย่างมาก  เพราะ นอกจากต้องเขียนคำตอบแล้ว   
อ.แนน ที่น่ารัก ยังให้โจทก์เพิ่มด้วยว่า ต้องทำ ppt และทำคลิปนำเสนอ คำตอบข้อ 1 และ ข้อ 3 ภายใน 8 นาทีอีกด้วย

เราเองก็กลัวว่า จะไม่มีเวลาทำคลิป  และห่วงว่า จะเกิน 8 นาที   พอประมาณ สี่โมง ก็เริ่มลงมือ ทำ ppt และลงมือ อัดคลิป

ปรากฎว่า คลิปแรก พูดนานไปนิด  เวลามันเกิน  ต้องถ่ายใหม่   พอเข้าเทค2 เราก็ต้องพูดให้ กระชับและรัว ขึ้น   เหลือบดู เวลา เทค2 เออ น่าจะทัน พอพูดจบ กำลังจะเลื่อนเม้าส์ ไปกด stop  กลับพบว่า เราลืมกดอัด กรรมของเวรแระ  
หงุดหงิด ตัวเองเล็กน้อย  เลยลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ และรีเล็กซ์ หน่อยนึง  แล้วมานั่งอัด เทค3 ต่อ
เทคนี่เรียกว่า ต้องได้ ความเร็วในการพูด เรียกว่า ด่วนพิเศษ เลยทีเดียว

พอจบเทค 3 ก็ มาเปิดคลิป ดู ซึ่งใช้เวลาในคลิปไป เจ็ดนาทีหน่อย ๆ   อันนี้ ไม่ตรวจอะไรแล้ว ประกอบกับ ตัดต่อไม่เป็นด้วย   เลย ตัดสินใจส่ง

กำหนดการ ตอนแรก ต้องส่ง ภายใน 17.00 น.  พอเราอัดเสร็จ เวลา ก็ใกล้จะ 16.30 น. รีบสรุปส่งงานดีกว่า

จากนั้นก็ส่งงานในระบบเรียบร้อย  พอส่งเสร็จ อยากจะตะโกน ดัง ๆ ว่า เสร็จแล้วเว้ย  

อยากจะเข้าไปคุย กับ เพื่อน ๆ ร่วมชะตากรรม แต่ ก็กลัว รบกวน เพื่อนที่อาจจะยังทำไม่เสร็จ  เราก็รอ จนใกล้เวลา  ก็ ทักไปในกลุ่ม  อ.แนน แจ้งว่า ขยายเวลาการส่งกระดาษคำตอบไปจนถึง หกโมงเย็น

ไอ้เรา ก็ ไม่ไหวแระ ใจคิด ถึงขยายเวลา เราก็ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว  ก็ให้กำลังเพื่อนๆ กันไป

สรุป จบการสอบด้วยการ ได้ทำข้อสอบ เราเครียดแค่ 6-7 ชั่วโมง  ตอนนี้ ความเครียดคงไปอยู่ที่ อ. แนน แระ  ว่าจะทำยังไง จะให้คะแนนยังไงดี

และท้ายสุด พวกเราค่อยเครียด ตอนรู้เกรดกันใช่ม่ะ

สรุป ครั้งที่ 2 ประเมินว่า น่าจะอยู่ที่ B ถึง B+ แหละ

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564

นิยายชีวิตที่ทำงาน ตอนที่ 1 โชคของเขา แต่กรรมของเรา

 วันนี้ มาลองเล่านิยายชีวิต ที่ทำงานกันดีกว่า


ในชีวิตการทำงาน ผมเชื่อว่า ทุกท่านต้องผ่านเจ้านายมาหลายรูปแบบ ทั้งดี ทั้งร้าย   ซึ่งวันก่อนผมเห็นเพื่อนของผมเล่าให้ฟังว่า เขาได้เจอเจ้านายแย่ ๆ อย่างไร  พอผมได้ฟัังแล้ว เลยอยากมาเล่าให้ เพื่อน ฟังต่อนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่า

เพื่อนผม ทำงานอยู่หน่วยงานนึง ก็เป็นหน่วยงานราชการทั่วไป   ซึ่งคนที่ทำงานในหน่วยงานก็ทำใจระดับนึงแล้วว่า  หัวหน้าหน่วยที่มาจากการแต่งตั้งของผุ้บริหารระดับสุง นั้น พิจารณา จาก ความเหมาะสม หลาย ๆ ด้าน  ไม่ใช่แค่มองความสามารถอย่างเดียว

     เรื่องมันเริ่มขึ้น เมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่   ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานได้ว่างลง และเกิดโพยคนที่จะเป็น ผอ. ท่านใหม่  ซึ่งมีหลายคน  เจ้าเพื่อนผมมันเล่าว่า เมื่อพิจารณาโพย แล้ว หลายคน ก็ มีความสามารถที่ จะปกครองคนในหน่วยงานได้  แต่ มีอยู่ ท่านหนึ่ง  (ขอใช้นามสมมุติว่า   คุณ ดอน. ) เรียกว่ายังไม่มีความรอบด้านในการบริหาร  ถ้าได้เป็น หัวหน้าหน่วยงาน คงเปรียบเสมือนอาหารที่รสชาดไม่สมดุลแน่ๆ (ไม่อูมามิ)  

    แต่สุดท้ายโชคของเขา ก็ เริ่มขึ้น เมื่อปรากฎว่า ผู้บริหารระดับสูง ได้ คัดเลือกให้ คุณ ดอน.   กลายเป็น ผอ.ดอน.  อืมมมม  ตอนนั้นเพื่อนผม ยังไม่รู้ตัวหรอกนะ ว่า กรรมของมัน ได้ เริ่มขึ้นแล้ววววววววว......

    มาลองฟัง บางส่วนของวีรกรรม ที่ เรียกว่า เป็นกรรมของมัน  นะครับ

   1. มีความลำเอียง อย่างสุดโต่ง

             ทุกคนก็รู้ว่า ผู้บริหารทุกท่านย่อมมีลูกน้องคนสนิท  ไอ้ที่จะลำเอียงนิดหน่อย มันจะเเปลกตรงไหนใช่ม่ะ   แต่ขอบอกว่า ผอ ดอน ท่านนี้ สุดขั้วสุดติ่งมาก  หาก เรื่องไหนเกี่ยวข้องกับลูกน้องคนสนิทนั้น ผอ. ดอน แทบจะเป็นคนชี้แจงแทนทั้งหมด   หากทำงานล่าช้า ก็ แทบไม่มีความผิดอะไร เลย  ท่านผอ. ดอน ชี้แจงแก้ไข ให้หมด  และในเรื่องเดียวกันนะ แต่เกี่ยวกับ ลูกน้องคนอื่น   จะบอกว่า ไล่บี้ แทบตาย  ต้องให้ มาชี้แจง ต้องทำให้ได้  

         หรืออย่างในการประชุมไหนที่ท่าน ผอ.ดอน ไม่ได้เข้า  แต่ ทิศทางที่ประชุมเริ่มเป็นที่ไม่ถูกใจของลูกน้องคนสนิท    ลูกน้องคนสนิท จะเดินออกจากที่ประชุมไปสักครู่แล้วจะกลับมาในห้องประชุม พร้อมกัน หรือ ไล่ ๆ กับ ท่าน ผอ. ดอน

        ขนาดการทำงานยังเอียงขนาดนี้ คงไม่ต้องพูดถึงการประเมินเลื่อนเงินเดือนนะ หุ ๆๆๆ


2. เผด็จการการประชุม  

       การประชุมของหน่วยงานประจำเดือนนั้น เพื่อนผมบอกว่ามันน่าจะเรียกว่า การชี้แจงนโยบายประจำเดือนมากกว่า   เพราะในการประชุมมีคนพูดหลักแค่ ท่านเดียว คือท่าน ผอ.    ถ้าประชุม 3 ชั่วโมง  ท่าน ผอ. จะพูดไป สองชั่วโมงครึ่ง กว่า ๆๆ และยังนัดประชุมล่วงหน้าแค่ 2-3 วัน เท่านั้น  ประมาณว่าทุกท่านต้องว่างให้กับท่าน ผอ . เสมอ


3. ขโมยผลงานลูกน้อง (งานดีกรูทำ งานแย่ลูกน้องทำ)

       ความจริงมันก็ไม่ใช่เรืองแปลกหรอก ที่ ผอ. จะไม่รู้ในทุกเรื่อง แต่ เพื่อนมันบอกว่า ทุกครั้งการประชุม ทีม ผอ. ก็จะโยนให้ แต่ละคน คิดงาน  พอเสนอในที่ประชุมก็ติโน่นตินี่   พอผ่านไปสัก สองสามอาทิตย์  ท่าน ผอ.ดอน ก็ มาบอกว่า  ผม คิดออกแล้ว ให้ ทำอย่างนี้อย่างนั้น      ซึ่งที่ ผอ. บอกนั้น มัน คือ ความคิดตรู.....

      นอกจากนี้ พอ เรื่องที่ทำเริ่มเกิดผลกระทบในเชิงลบ  ท่าน ผอ . ดอน ก็ จะบอกว่า  ทำไมไม่เห็นมีใครบอกผม ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย....    

    หรือบางที นะ พูดกับเจ้าหน้าที่ และสั่งให้ทำ แต่ พอมีคนเข้าไปขอพบ เพื่อขอให้แก้ไข   ท่าน ผอ. กลับบอกว่า เจ้าหน้าที่เข้าใจผิดไปเอง ผมไม่ได้สั่งให้ทำแบบนั้น


4 โลเลและหลักลอย    

     "อย่ายึดอะไรกับนโยบาย หรือ คำมั่นที่ ผอ. ดอนให้ เพราะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ" เจ้าพื่อนผม มันพูดประมาณนี้เลย ผมถามว่าทำไมล่ะ ไหนเล่ามาสิ  มันก็บอกว่า นโยบาย ผอ เปลี่ยนได้ตลอด ขึ้นอยู่กับว่า มีใครเข้าพบหรือเรียกพบบ้าง  ที่น่ากลัวคือท่านสามารถหาคำสวย ๆ หรู ๆ มาพูดทำให้เกิดความชอบธรรม ดูเหมือนว่าสิ่งที่แกพูดสุดอลัง เลยทีเดียว  แต่หากนั่งตรองดูจะเห็นว่า มีแต่การย้อนแย้งในตัวเอง

    แต่ข้อนี้ ก็ ฟังหูไว้หู นะ ยังไม่ได้ยิน เองสักที


     ฟังได้ ประมาณ 3-4 ประเด็น ผมก็ บอกว่า พอก่อนก็ได้ ค่อยมาเล่าใหม่   แต่ได้บทสรุปที่ ว่า ป็น บุญของเขาที่ได้เป้นผู้บริหารหน่วยงาน  แต่เป็นกรรมของเมิงที่อยู่ในหน่วยงานนั้นพอดี  ทำใจนะ

   แต่โชคดี นะเนี่ย หน่วยงานผมยังไม่ขนาดนี้  และหวังว่า จะไม่เป็น แบบนี้ นะ


จบเรื่องเล่า ตอนที่ 1 ไว้ ว่าง ๆ จะมาลงตอนต่อไป นะ